ใครว่า! เป็นโรคหัวใจออกกำลังกายไม่ได้

ใครว่า! เป็นโรคหัวใจออกกำลังกายไม่ได้

2018-12-07T09:53:36+00:0009/22/2018|สุขภาพน่ารู้|

ก่อนออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาใด ๆ ผู้ป่วยทุกคนควรปรึกษาแพทย์และควรออกกำลังแต่พอเหมาะ  ช่วงที่เริ่มออกกําลังกายระยะแรก  ควรซ้อมเบาๆ ค่อยเป็นค่อยไป  ไม่รีบร้อน และหยุดพักเมื่อเริ่มเหนื่อยหรือแน่นหน้าอก หลังจากที่เริ่มเคยชินก็ค่อยๆ เพิ่มเวลาของการออกกำลังกาย จนสามารถทําได้อย่างต่อเนื่องนานอย่างน้อย 15 นาทีขึ้นไป และทําเป็นประจําทุกวัน ที่สำคัญต้องไม่ลืมเตรียมร่างกาย (Warming up and down) ก่อนและหลังการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากและควรทำทุกครั้ง

สำหรับผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่เพิ่งฟื้นตัวจากภาวะเฉียบพลันทางหัวใจหรือเพิ่งรับการผ่าตัดมา ไม่ว่าจะด้วยการใส่สายสวนหัวใจ หรือผ่าตัดหัวใจ แพทย์จะต้องทำการทดสอบสมรรถภาพหัวใจ เช่น การเดินสายพาน เพื่อประเมินผลการรักษา และสมรรถนะร่างกายผู้ป่วย จากนั้นจึงสามารถให้คำแนะนำการออกกำลังกายทั้งประเภท ระดับ และระยะเวลา  ตลอดจนกำกับการฟื้นฟูร่างกายให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย (Cardiac rehabilitation program)

 จะมีผลข้างเคียงหรืออันตรายหรือไม่
ความผิดปกติทางหัวใจที่อาจเกิดขณะออกกำลังกาย ขึ้นกับประเภทและความรุนแรงของผู้ป่วยโรคหัวใจ ในผู้ป่วยที่ไม่มีอาการหรืออาการน้อย โอกาสเกิดผลข้างเคียงหรืออันตรายมีน้อยมาก ส่วนในผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดหัวใจตีบมาก การออกกําลังเกินขนาด อาจทําให้มีอาการเจ็บ แน่นหน้าอกจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ส่วนโรคหัวใจล้มเหลวและหัวใจประเภทอื่นๆ นั้น อาจจะมีอาการเหนื่อยหอบมากขึ้นผิดปกติจากภาวะเลือดคั่งในปอด   ซึ่งเป็นอาการเริ่มของภาวะหัวใจล้มเหลว จึงต้องเน้นย้ำว่าก่อนเริ่มการออกกำลังกายหลังเป็นโรคหัวใจผู้ป่วยควรได้รับผ่านการประเมินจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสมอ

ปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่ออาการกำเริบ
จะต้องหยุดการออกกำลังกายทันที นั่งพักในที่ที่อากาศถ่ายเทดี ในผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดหัวใจตีบและแน่นหน้าอก การใช้ยากลุ่มไนโตรกลีเซอรีนแบบพกพา  อมหรือพ่นใต้ลิ้น ก็มักจะได้ผลอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยที่เหนื่อยหอบมากขึ้นผิดปกติจากภาวะเลือดคั่งในปอด ยาขับปัสสาวะก็จะสามารถบรรเทาอาการได้ ที่สำคัญควรมีการเตรียมผู้ป่วยเพื่อส่งโรงพยาบาลหากอาการรุนแรงระหว่างที่ให้การรักษาไปด้วย

ข้อควรระวัง
ผู้ป่วยโรคหัวใจที่มีความเสี่ยงปานกลางขึ้นไป ควรหลีกเลี่ยงกีฬาที่ใช้กำลังมากและมีการแข่งขัน เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล ยกน้ำหนัก เพราะจะเพิ่มภาระต่อระบบหัวใจและปอดมาก ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน   หรือหัวใจวายเฉียบพลัน

แม้ว่าการออกกำลังกายจะเป็นสิ่งที่ดีต่อหัวใจและสุขภาพโดยรวม แต่ก็มีความเสี่ยงอยู่บ้างในผู้ป่วยโรคหัวใจ  ฉะนั้นหลังจากผ่านการประเมินจากแพทย์แล้วการออกกำลังกายควรทำด้วยความระมัดระวัง ค่อยเป็นค่อยไป และรู้จักประเมินสมรรถภาพของตัวผู้ป่วยเองด้วย ทั้งนี้เพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพทางกายให้แข็งแรง มีคุณภาพชีวิตที่ดีและยืนยาวขึ้นแม้จะมีโรคหัวใจก็ตาม

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=660